บทที่ 3 ความอดทนที่กำลังขาดสะบั้น
พิษไข้เริ่มเล่นงานพลอยไพลินตั้งแต่ช่วงค่ำ เธอทานยาลดไข้แล้วพยายามข่มตานอน โดยหวังว่าเมื่อตื่นเช้ามาทุกอย่างจะดีขึ้น
แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงเวลาตีสอง ร่างกายกลับร้อนรุ่มราวกับถูกไฟแผดเผา พลอยสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยอาการหนาวสั่นสะท้าน ปวดเมื่อยไปทั้งกาย
ลมหายใจของเธอร้อนผ่าวจนแทบไม่มีแรงขยับตัว ท่ามกลางห้องนอนอันมืดมิดและอ้างว้าง สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในความคิดของเธอคือสามี
มือที่สั่นเทาเอื้อมหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะโคมไฟข้างเตียง แล้วกดต่อสายหาเขาในทันทีด้วยความหวังสุดท้าย
ตื้ด... ตื้ด...
ไม่มีคนรับสาย เธอพยายามกดโทรซ้ำอีกครั้ง และอีกครั้ง แต่ปลายสายยังคงเงียบงัน มีเพียงเสียงสัญญาณอัตโนมัติที่ตอบกลับมา
พลอยไม่รู้เลยว่า ในเวลานั้นติณณ์กำลังประชุมด่วนเคร่งเครียดร่วมกับบอร์ดบริหารและหุ้นส่วนต่างประเทศที่สิงคโปร์ โทรศัพท์ของเขาถูกคว่ำหน้าไว้บนโต๊ะทำงานกว้าง
เครื่องถูกตั้งโหมดปิดเสียงและปิดระบบสั่นเอาไว้ โดยที่สายตาของเขาจับจ้องอยู่แต่กับหน้าจองานเบื้องหน้า โดยไม่หันมามองมันเลยแม้แต่น้อย
เมื่อตระหนักได้ว่าไม่มีใครรับสาย พลอยไพลินยกยิ้มให้ตัวเองอย่างสมเพชในโชคชะตา น้ำตาอุ่น ๆ หยดหนึ่งไหลรินลงข้างแก้มตอบ
สุดท้ายแล้ว... เธอก็ต้องเผชิญหน้าและพึ่งพาตัวเองอีกครั้ง หญิงสาวฝืนประคองร่างกายที่แทบไร้เรี่ยวแรงลงไปยังลานจอดรถด้านล่าง
เธอกัดฟันขับรถมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลด้วยสติสัมปชัญญะอันเลือนราง มือที่จับพวงมาลัยสั่นเทาไม่หยุด ภาพท้องถนนตรงหน้าพร่ามัวลงทุกที
ทุกนาทีบนท้องถนนค่ำคืนนั้นยาวนานราวกับชั่วชีวิต ทันทีที่ประคองรถมาถึงหน้าห้องฉุกเฉิน ร่างกายของพลอยก็หมดสติล้มพับลงไปทันที
เช้าวันรุ่งขึ้น แสนแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านผ้าม่านโปร่งของห้องพักฟื้นผู้ป่วยระดับวีไอพี พลอยค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ
สายน้ำเกลือที่ระย้าอยู่หลังมือเรียวเป็นสิ่งคอยย้ำเตือนว่าเธอรอดชีวิตมาได้แล้ว ไม่นานนัก ประตูห้องพักฟื้นก็ถูกเปิดออก
ติณณ์เดินเข้ามาในห้องด้วยชุดสูทตัวเดิมจากเมื่อวาน ใบหน้าหล่อเหลาดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดจากการอดนอนมาตลอดทั้งคืน
ทันทีที่การประชุมอันยาวนานสิ้นสุดลง เขาเห็นสายที่ไม่ได้รับ พร้อมกับรายงานด่วนจากโรงพยาบาล จึงรีบตีตั๋วเครื่องบินด่วนที่สุดกลับมาหาเธอ
ทว่าสีหน้าและแววตาของเขายังคงเรียบนิ่งสนิทเช่นเดิม ชายหนุ่มก้าวเท้าเดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยพลางทอดสายตามองลงมา
"ทีหลังถ้าป่วย โทรหาคนขับรถหรือเลขา ของผมก็ได้ คุณจัดการตัวเองแบบนี้ ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาจะลำบาก"
คำว่า "จะลำบาก" ของเขา ทำลายกำแพงความอดทนอันริบหรี่ที่พลอยสร้างไว้ตลอดห้าปีที่ผ่านมาจนพังทลายลงไม่มีชิ้นดี
เขาไม่ถามเลยสักคำว่าเธอทรมานแค่ไหน ไม่ถามว่าขับรถมาถึงโรงพยาบาลได้อย่างไร ไม่ถามด้วยซ้ำว่าตอนโทรหาเขาเธอรู้สึกสิ้นหวังเพียงใด
สิ่งแรกที่หลุดออกมาจากปากของสามี กลับมีเพียงคำตำหนิและมองว่าเธอหาเรื่องใส่ตัว พลอยไพลินมองหน้าสามีนิ่งเงียบ
แล้วในวินาทีนั้นเอง หัวใจที่แหลกสลายก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดว่า... ความสัมพันธ์ที่ไร้ค่านี่ควรจะจบลงเสียที
ดวงตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยความรักและความเทิดทูน บัดนี้หลงเหลือเพียงความว่างเปล่าและเย็นชา ติณณ์ชะงักไปกับสายตาคู่นั้น
"นั่นสินะคะ..."
เสียงของพลอยเบาหวิวทว่าแฝงไปด้วยความหนักแน่นอย่างถึงที่สุด
"ฉันไม่ควรโทรหาคุณตั้งแต่แรก"
"พลอย... ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น ผมแค่..."
"พอเถอะค่ะ"
เธอเบือนหน้าหนีไปมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่
"คุณกลับไปทำงานเถอะค่ะ หลังจากนี้... ฉันจะดูแลตัวเอง และจะไม่ทำให้คุณต้องลำบากอีกต่อไป"
น้ำเสียงที่แสนเรียบเฉยและไร้ความรู้สึกนั้น ทำให้ติณณ์ยืนนิ่งงันทำอะไรไม่ถูก เขาไม่รู้เลยว่าฟางเส้นสุดท้ายของชีวิตคู่ได้ขาดลงแล้ว
...
ย้อนกลับไปในคืนเดียวกัน
ภายในห้องประชุมหรูบนตึกสูงเสียดฟ้าใจกลางประเทศสิงคโปร์ โทรศัพท์ของติณณ์สั่นเตือนต่อเนื่อง
หน้าจอราคาแพงปรากฏชื่อ "พลอยไพลิน" สามสายติดกัน เขามองหน้าจอนั้นอยู่ครู่หนึ่งด้วยความลังเลท่ามกลางสายตาของบอร์ดบริหาร
ก่อนที่เขาจะเลื่อนโทรศัพท์ออกห่างตัว แล้วคว่ำหน้าจอลงเพื่อตัดความสนใจ จนกระทั่งเกือบเวลาตีห้า การประชุมเคร่งเครียดจึงสิ้นสุดลง
ติณณ์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตั้งใจจะกดโทรกลับหาภรรยา ทว่ายังไม่ทันที่นิ้วจะกดลงไป ประตูห้องประชุมก็ถูกเคาะเสียงดัง
ริว เลขานุการคนสนิท เดินก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและตื่นตระหนก เขารีบยื่นแท็บเล็ตส่งให้เจ้านายหนุ่มทันที
"บอสครับ... มีรายงานด่วนจากกรุงเทพฯ คุณพลอยขับรถไปโรงพยาบาลคนเดียวตอนตีสาม ตอนนี้แอดมิทอยู่ห้องฉุกเฉิน แพทย์แจ้งว่าไข้ขึ้นสูงจนช็อกและหมดสติครับ"
ติณณ์ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทำงานทันที แรงผลักทำให้เก้าอี้เลื่อนครูดไปด้านหลังเสียงดังลั่น ความสงบนิ่งที่เคยมีพังทลายลงในพริบตา
"ริว จองตั๋วกลับกรุงเทพฯ เที่ยวที่เร็วที่สุด"
"แต่บอสครับ พรุ่งนี้ยังมีประชุมสรุปสัญญากับหุ้นส่วน..."
"ฉันบอกให้จองเดี๋ยวนี้!"
เสียงตวาดกร้าวลั่นห้องทำเอาเลขาชะงักไป นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเจ้านายผู้สุขุมเสียการควบคุมตัวเองถึงขนาดนี้
"งานเหี้ยอะไรนั่น... ช่างมัน!"
ริวรีบรับคำแล้วเดินออกจากห้องไปทันที เขารู้ดีว่าติณณ์รักพลอยมาก รักมากเสียจนยอมทิ้งทุกอย่างได้เมื่อถึงเวลาวิกฤต
แต่ความรักที่ไม่เคยถูกถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือการกระทำ กลับคอยกัดกินและทำลายหัวใจของคนเป็นภรรยาทีละน้อย
จนในวันที่เขาเพิ่งจะเริ่มรู้สึกตัวและหันกลับมามอง ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็สายเกินไปเสียแล้ว
